วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553

[Review] iPhone 4


iPhone 4 หรือ iPhone 4G ได้เปืดให้คนทั่วไปได้ลองใช้งานแล้ว พร้อมกับ ราคา ของ iPhone 4 เองที่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ โดยราคาของ iPhone 4 มี 2 Rates ในช่วงแรก และจะถูกปรับภายหลังตามความเหมาะสมต่อไป
iPhone 4 Review เจาะลึก คุณสมบัติ iPhone 4 ราคา และ วันวางจำหน่ายiPhone 4 Review เจาะลึก คุณสมบัติ iPhone 4
ภายในงาน Worldwide Developers Conference : WWDC เราได้มีโอกาสได้สัมภาษณ์ผู้ที่ได้เข้าร่วมงานและได้มีโอกาสได้สัมผัสและทดลองใช้ iPhone 4 และนำมา review ให้แฟนๆ สาวก Apple และ คนที่กำลังอยากได้เจ้าiPhone 4 จนตัวสั่น (ฮ่าๆ รู้หรอก)
ขอขอบคุณเพื่อน Mike และ AJ ที่ได้นำเอาประสบการณ์ดีๆมา SHARE กัน (แต่ครั้งหน้าตาตูบ้าง!) เอาละครับ ไปลองดู review iPhone 4 First Time Ever กันได้เลย

What Mike Said about iPhone 4!

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า ฟลุก มากที่มีโอกาสได้รับ Quota เข้าไปในงาน WWDC อาจจะน่าเบื่อเพราะพักหลังๆอย่างที่เห็นๆกันว่า Steve Jobs พูดไม่มันเหมือนแต่ก่อน ไม่ค่อยกัดชาวบ้าน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะพวกเรารู้มาว่างานนี้จะมีการพูดถึงการปฎิวัติ iPhone ทำไมผมถึงใช้คำว่าปฏิวัตินะเหรอ ก็เพราะว่า อย่างแรกทืี่เห็นชัดๆเลย คือ Design ที่มันเปลี่ยนจาก iPhone รุ่นก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ตอนคุณใช้ iPhone 3GS คนทั่วไปไม่มีทางแยกออกเลยว่า iPhone ที่คุณใช้อยู่เป็นรุ่นอะไรถ้าไม่เดินเข้าไปขอดูไกล้ๆ
แต่ถ้าคุณถือ iPhone 4 รับรองจะมีคนพูดว่า เฮ่! นั่นมัน iPhone 4 นี่ โคตรเท่ห์เลย
แต่ถ้าคุณถือ iPhone 4 รับรองจะมีคนพูดว่า เฮ่! นั่นมัน iPhone 4 นี่ โคตรเท่ห์เลย
นอกจากนี้รูปทรงที่เปลี่ยนไปออกแบบเหลี่ยมๆ จับกระชับมือสุดๆ … จริงๆแล้ว Steve Jobs ควรคิดเรื่องนี้ได้ตั้งนานแล้ว ชาวโลกทำ iPhone หลุดมือบ่อยๆก็เพราะว่ามันมีรูปทรงที่โค้งๆ รวมถึงเวลาที่คนมือมันๆแล้วไปถือ iPhone นะ มันมีโอกาสลื่นหลุดมือแน่นอน (แต่แปลกใจที่ Jobs ไม่เคยทำตกหรือไง??)
แต่ถ้าคุณถือ iPhone 4 รับรองจะมีคนพูดว่า เฮ่! นั่นมัน iPhone 4 นี่ โคตรเท่ห์เลย
เอาหละ Feature ต่อไปที่เพิ่มเข้ามาก็คือ กล้อง ซึ่งใน iPhone 4 นี้มีให้มาถึง 2 ตัว และมีความละเอียดสูงถึง 5 ล้าน น่าตื่นเต้นมากๆ ให้ตายเถอะ รู้สึก Samsung หรือมือถือเจ้าอื่นๆเค้ามี Feature ที่ว่านี้มาตั้งแต่ ปีสองปีที่แล้วแล้ว แต่เอาเถอะ มาช้าดีกว่าไม่มา
แต่ไอ้รูปที่ Steve Jobs ถ่ายแล้วเอามา Show บนเวทีกับเวลาลองเอามาถ่ายจริงๆ มันค่อนข้างคนละเรื่อง ไม่รู้รูปที่ตา Jobs เอามาใช้มัน Set แสงอะไรหรือเปล่า เพราะ ถ่ายออกมาจริงๆแล้ว กล้องปัญญาอ่อนก็คือกล้องปัญญาอ่อน มันไม่ได้คมชัด ใสเว่อร์อะไรหรอก ต่อให้เป็น 5 ล้าน Pixel ก็จริง แต่คุณภาพของภาพจาก iPhone 4 มันไม่ได้ดีกว่ากล้องปัญญาอ่อนทั่วไปเลย (อย่าไปคาดหวังอะไรมาก)
แต่ถ้าคุณถือ iPhone 4 รับรองจะมีคนพูดว่า เฮ่! นั่นมัน iPhone 4 นี่ โคตรเท่ห์เลย
เรื่องความเร็วระบบและเรื่องความเสถียร อืมๆๆ ยังบอกอะไรมากไม่ได้ iPhone 4 ก็เหมือนกับอุปกรณ์ Computer อื่นๆทั่วไปคือ ตอน Test ที่ร้านมัน Run โคตรเร็ว ไม่มี Hang เลย แต่พอไปใช้ที่บ้าน ปรับนู่นๆนี่ๆ ไปๆมาๆ ช้าเฉยเลย
แต่ที่ไม่ค่อยคิดว่าจะสำคัญอะไรอย่างระบบ Multitasking หรือที่ประมาณว่ารองรับการ Run Program ต่างๆพร้อมๆกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ทำไม่ได้ แต่เอาเถอะ คงไม่ค่อยมีใครเปิดอะไรพร้อมๆกันหลายๆ Program ในคราวเดียวกันเท่าไหร่
iPhone 4 Supporting Multitasking
ส่วนเรื่องการแสดงผลที่ Staff โม้นักโม้หนาคือมันจะชัดขึ้นกว่าเดิมมากมายแถมตั้งชื่อ Feature นี้ขึ้นมาเองอีกว่า เรตินา พอได้สัมผัสดูก็พบว่าอันนี้เนียนจริงๆ ปกติชอบ Apple ก็เพราะเรื่องความเนียนของการแสดงผลนี่แหละ
ส่วนเรื่องอื่นๆเช่น ระบบตัดเสียงรบกวนเวลาโทรศัพท์หรือระบบ Gyroscope ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยเรื่องการควบคุมทิศทาง (พวกชอบเล่นเกมส์ทั้งหลายคงถูกใจ) ยังไม่ค่อยได้ทดสอบอะไรเท่าไหร่ ไม่มีเวลาแล้ว มางานแบบนี้ทั้งทีก็ถือโอกาสเดินคุยๆกะพวกที่อยู่ในวงการเหมือนกัน อีกอย่างเดี่ยว Steve Jobs ก็ต้องพูดเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
iPhone 4 Gyroscope
เอาหละ ถ้าถามว่าน่าซื้อไม๊ iPhone 4 ก็ต้องบอกเลยว่าน่าซื้อมาก มันสวยจริงๆ กระชับมือ ดูหรูมาก วัสดุที่ใช้ผลิตต้องบอกว่าเยี่ยมจริงๆดูคล้ายๆเคลือบด้วยกระจก แต่ Staff บอกไม่ใช่กระจก ช่างมัน งง ไม่ค่อยอยากจะใส่ใจคำพูดพวกพนักงาน จาก Apple นัก พวกนี้ถูกเทรนให้สามารถพูดเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องอเมซซิ่งได้ หรือไม่ก็สามารถพูดเรื่องปมด้อยของ Product ตัวเองให้ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรได้อย่างน่าตาเฉย ที่ตลกที่สุดคือสามารถชมสิ่งที่ชาวบ้านเค้ามีมานานแต่ตัวเองเพิ่งมีว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ได้ แต่ก็นั่นแหละ Apple ก็คือ Apple หลายๆ Features ก็น่าชมเหมือนกัน เอ้าสาวก iPhone เตรียมเข้าคิวเสียตังซื้อได้เลย !
แล้วจะมีคนเอา iPhone 4 มาขายใน เมืองไทยเมื่อไหร่

แล้วจะมีคนเอา iPhone 4 มาขายใน เมืองไทยเมื่อไหร่?

กำหนดการวางขายของ iPhone 4 จะมีขึ้นใน 5 ประเทศแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ  เยอรมนี ฝรั่งเศส  และญี่ปุ่น ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้ หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือนก็จะวางจำหน่ายเพิ่มใน 18 ประเทศ และเพิ่มเป็น 40 ประเทศในเดือน กันยายน นี้ ส่วนประเทศที่พัฒนาถึงขั้นสุดยอดแล้วอย่างประเทศไทยก็สามารถเดาได้เลยว่าต้องอยู่กลุ่มหลังๆอย่างแน่นอน

iPhone 4 เครื่องหิ้ว ละ ซื้อที่ไหน ?

เครื่องหิ้ว iPhone 4 สามารถหาซื้อได้ที่ MBK มาบุญครอง Fortune และ Pantip มาแน่นอน แต่จะมาพร้อม ราคา ที่โหดร้ายอย่างแน่นอน สำหรับ ราคา iPhone 4 ทางเราจะนำมา Update เรื่อยๆอย่าลืม Bookmark Web ไว้นะ

มาดูตัวเครื่อง หน้าจอ iPhone 4

iPhone 4 ใช้แก้วเป็นวัสดุหลักทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จุดเด่นที่สำคัญคือการที่ตัวเครื่องที่มีความบางเพียง 9.3 มม. ทำสถิติเป็นสมาร์ทโฟนที่ “บางที่สุดในโลก”ขณะนี้ และยังใช้เทคโนโลยีจอภาพแบบใหม่ล่าสุดที่สามารถแสดงผลได้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อน ถึง 4 เท่า โดยตัวหน้าจอมีขนาด 3.5 นิ้ว และมีความละเอียดอยู่ที่ระดับ 960×640 พิกเซล
iPhone 4นี้ไม่จำเป็นต้องมีการแก้ไขแอปพลิเคชันไอโฟนดั้งเดิมอีก เนื่องจากการแสดงผลแอปพลิเคชันในไอโฟนตัวใหม่จะมีการปรับโดยอัตโนมัติ

iPhone 4CPU Apple A4 ประหยัดพลังงานสุดยอด

จะมาพร้อม “ซีพียูตัวใหม่” ที่ติดตั้งในไอแพดนั่น คือ “Apple A4 ” ที่ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการประหยัดพลังงานจนทำให้เครื่องสามารถเล่นเพลง ได้แบบต่อเนื่องเป็นเวลานานถึง 40 ชั่วโมง หรือ เล่นวีดีโอต่อเนื่องได้นานถึง 10 ชั่วโมง โดยมีระยะเวลาสแตนด์บายเครื่องอยู่ที่ 300 ชั่วโมง

ระบบ Microphone คู่

การมีไมโครโฟน 2 ตัวหรือ Dual Mic ที่สามารถช่วยตัดเสียงรบกวนได้

ความละเอียดของกล้องที่สูงขึ้นถึง 5 ล้าน Pixel

รวมถึงการมีกล้องระดับ 5 ล้านพิกเซล ที่มีคุณสมบัติในการรับแสงได้สูง พร้อมแฟลช LED และยังสามารถรองรับการอัดวีดีโอความละเอียดสูงระดับ 720p (HD) ได้ที่ความเร็ว 30 เฟรมต่อวินาที

ราคาขาย iPhone 4

มีหน่วยความจำ 16GB และ 32GB จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 199 และ 299 เหรียญสหรัฐฯ  โดยจะมีสีขาวและดำ
ส่วนราคาขายของ  iPhone 3GS 8GB รุ่นเก่าก็จะถูกปรับลดราคาลงมาเหลือเพียง 99 เหรียญสหรัฐฯ

กำหนดการ วางจำหน่าย iPhone 4G

จะมีขึ้นใน 5 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ  เยอรมนี ฝรั่งเศส  และญี่ปุ่น ในวันที่ 24 มิถุนายนนี้
หลังจากนั้นอีกประมาณ 1 เดือนก็จะวางจำหน่ายเพิ่มใน 18 ประเทศ และเพิ่มเป็น 40 ประเทศในเดือนกันยายนนี้

สรุป Specification และ Key Features ของ iPhone 4

  • ตัว Body ทำจาก สแตนเลส
  • ไมค์ 2 ตัว (Mic หนึงตัว Support ระบบตัดเสียงรบกวน)
  • The Thinnest Smart Phone ด้วยความบาง เพียง 9.3 มิลลิเมตร
  • หน้าจอ Screen 3.5 นิ้ว แบบ IPS ที่ความละเอียด 326 Pixels ต่อนิ้ว (ความละเอียดหน้าจอ 960×640 Pixels) อัตราส่วน 800:1 contrast ratio ซึ่งมากกว่า 3GS ถึง 4 เท่า มาพร้อมกับ ระบบ Retina Display ที่แสดงผลได้ละเอียดสูงมากๆ เรื่องความเนียนไม่ต้องพูดถึง
  • CPU Apple A4 เหมือน iPad ที่ Speed ระดับ 1GHz
  • ต้องใช้ MicroSim (ใช้ Sim ปกติไม่ได้)
  • กล้อง ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล พร้อม LED Flash และ Sensor ที่ดีขึ้น Zoom ได้ 5 เท่า และมีกล้องหน้าใช้สำหรับ VDO Call
  • iMovie ช่วยให้สามารถทำหนังใน iPhone อย่างง่ายด้วยการดึงภาพ, วีดีโอ, เสียงในเครื่องมาสร้างเป็นหนังได้ ซึ่งเป็นโปรแกรมขายใน App Store 4.99$ หรือประมาณ 160 บาท
  • สามารถถ่าย VDO HD 720p ที่ 30 เฟรมต่อวินาที สามารถ focus ผ่านทาง Touch Screen
  • แบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น ขณะที่ตัวเครื่องบางลง ทำให้คุย ในระบบ 3G ต่อเนื่อง 7 ชม. เล่นอินเตอร์เน็ตบน 3G 6 ชม. ต่อ Net ผ่าน Wi-Fi 10 ชม. เล่นไฟล์ วีดีโอ 10 ชม. เล่นเพลง 40 ชม. Standby 300 ชม.
  • รองรับ ระบบ 3G QUADBAND HSDPA 7.2Mbps HSUPA 5.8 Mbps (850/900/1900/2100 MHz)
  • Wi-Fi 802.11n
  • Gyroscope ช่วยทำให้การควบคุมทิศทางบน iPhone ได้แม่นยำขึ้นไม่ว่าจะเอียงซ้ายขวา ใช้ร่วมกับ GPS และ เกมที่ใช้ Sensor ในการควบคุม

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

[Review] Alienware M15x แรงลืมโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆทุกท่าน.... ก็เข้าใกล้สู่ช่วงเวลาของปีใหม่เข้ามาเต็มทีแล้วเหลือเวลาอีกไม่ถึงสัปดาห์ก็จะเข้าสู่ปี 2010 กันแล้ว ส่วนที่ว่าในอีกสองปีข้างหน้าหรือในปี 2012 จะเป็นปีสุดสุดท้ายของโลกจริงหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้คงไม่มีใครทราบได้แน่นอนท้ายที่สุดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นมันก็ต้องเกิด แต่กับระยะเวลาอีกสองปีที่เหลือนั้นก็ต้องรอลุ้นกันนะครับว่าผลจะออกมาในรูปใด.... ออกนอกเรื่องไปพอสมควรแล้วเราวกเข้ามาสู่เรื่องราวที่เราจะได้มาสัมผัสในวันนี้กันต่อดีกว่าครับ สำหรับในวันนี้อาจจะมาแปลกกว่าทุกครั้งสำหรับผม ในฐานะผู้ทำการทดสอบที่หลายๆคนในที่นี้น่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่สำหรับสิ่งที่กล่าวว่ามาแปลกกว่าทุกครั้งนั้นก็เพราะว่าสิ่งที่ผมและโอเวอร์คล๊อกโซนจะมานำเสนอให้ได้ชมกันในวันนี้นั้นมันคือ Laptop หรือคอมพิวเตอร์ในแบบพกพาหรือที่คุ้นหูกันมากกว่าว่า Notebook นั่นเอง เอาหละมาถึงตรงนี้คงจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดผมจึงต้องกล่าวว่ามาแปลกกว่าทุกครั้ง เพราะด้วยปรกติแล้วสิ่งที่นำเสนอในทุกๆครั้งนั้นจะเป็นในส่วนของอุปกรณ์ทาง Desktop เป็นหลัก ซึ่งการนำเสนอในครั้งนี้จากผมนั้นก็ถือได้ว่าเป็นครั้งแรกในการทดสอบหรืออะไรก็ตามแต่ที่เกี่ยวข้องกับ Laptop ซึ่งรูปแบบการทดสอบนั้นอาจจะแปลกหูแปลกตากันไปบ้างนะครับ ส่วนเจ้า Laptop ที่เราจะมากล่าวถึงหรือทดสอบให้ได้ชมนั้นนับว่าเป็นหนึ่งใน Laptop ที่พี่จ้องชาวไทยหลายๆคนต่างเคยฝันถึง ต่างเคยถามหาว่าจะหาซื้อได้ที่ใด และในวันนี้มันก็มีมาให้เราได้เชยชมกันแล้วสำหรับ Laptop แบรนด์ระดับโลกอย่าง ALIENWARE ซึ่งมั่นใจว่าสาวกคอมพิวเตอร์ทั้งหลายคงไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก ด้วยชื่อเสียงที่โดดเด่นทั้งทางด้านการออกแบบรวมไปจนถึงสเป็คในระดับที่กล่าวกันว่า " ขั้นเทพ " และหากว่าจะกล่าวถึงแบรนด์ ALIENWARE แล้วนั้น ณ ปัจจุบันนี้ก็ได้มีการควบรวมกิจการเข้ากับทาง DELL Computer เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และนี่เองก็คือหนึ่งในที่มาที่ไปว่าเหตุใดเราจึงสามารถมองหาหรือจับจองของใช้สำหรับมนุษย์ต่างดาวได้แล้วนั่นเอง เอาหละครับหลังจากเกริ่นนำกันพอสมควรให้ได้ทราบถึงที่มาที่ไปต่างๆกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นเรามาติดตามชมเรื่องราวการนำเสนอของ ALIENWARE M15x Laptop ในระดับ Hi-Class 


The ALIENWARE M15x

สำหรับ Laptop จากทาง ALIENWARE ที่เราได้รับมาในวันนี้นั้นเป็น Laptop ในโมเดล M15x ซึ่งนับว่าเป็นซีรีย์ใหม่ล่าสุดในขณะนี้และเป็นซีรีย์แรกหลังจากที่ได้มีการควบรวมกิจการรวมกับทาง Dell ไปแล้ว โดยทั้งหมดของ Laptop ในตระกูล M นี้นั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 3 โมเดลหลักด้วยกันคือ M17x, M15x และ M17x Special Edition สำหรับความแตกต่างระหว่าง M17x ธรรมดาและตัวพิเศษนั้นในเรื่องของสเป็คต่างๆและการออกแบบทั้งหมดก็ไม่ได้มีความแตกต่างกันแต่อย่างใด หากแต่สิ่งที่แตกต่างกันจะเป็นในส่วนของวัสดุที่ใช้ทำตัว Body ของ Laptop ตัวในโมเดล Special Edition นั้นจะเป็น Anodized Aluminum หรืออลูมิเนียมที่ผ่านการอะโนไดซ์สีแดงสดมาให้แทนการใช้พลาสติกทั่วไปอย่าง M17x และ M15x นั่นเอง เอาหละเรามากล่าวถึงกันที่ตัว M15x ของเราในวันนี้กันเลยดีกว่านะครับ
สำหรับการออกแบบของ M15x นั้นมองอย่างคร่าวๆแล้วนั้นจะมีรูปทรงที่เรียบหรุขึ้นจากเดิมเล็กน้อย ด้วยตัวฝาพับทางด้านบนที่มาในแบบเรียบเนียน ไม่มีครีบหรือสันโค้งมนทั้งสองข้างดังเช่นในอดีตสำหรับ ALIENWARE ทั้งนี้ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่า Dell คือเจ้าของกิจการก็เป็นได้ สำหรับเจ้า M15x นั้นจะมีให้ได้เลือกใช้กันทั้งหมด 3 สีด้วยกันคือ สีแดงตัวเดียวกับที่เราได้รับมา, สีดำเมทาลิคและสีบรอนซ์เงิน ส่วนรายละเอียดของความแรงจากสเป็คตัวเครื่องนั้น เอาไว้เรามาพูดคุยกันอีกครั้งหนึ่งในช่วงต่อไปในส่วนนี้จะขอกล่าวถึงรายละเอียดภายนอกก่อนแล้วกันนะครับ และจากเรื่องราวที่ได้กล่าวไปบ้างแล้วว่าเจ้า M15x ตัวนี้นั้นวัสดุที่ใช้ทั้งหมดของ Body จะเป็นเพียงพลาสติกเท่านั้น แต่สำหรับเจ้าโลโกหัว ALIEN บนฝาพับนั้นทำมาจากโลหะ
เรามาชมกันแบบชัดๆจากทางด้านหน้าและทางด้านหลังของตัวเครื่องสำหรับ M15x ซึ่งทางด้านหน้านั้นในบริเวณส่วนล่างหรือตัวเครื่องทั้งสองฝั่งทางด้านข้าง จะมีช่องลักษณะเหมือนๆกับช่องลมตามสปอยเลอร์ล่างของรถยนต์ พร้อมทั้งมีการบุตาข่ายมาให้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งช่องดังกล่าวนี้ไม่ใช่ช่องระบายอากาศแต่อย่างใด แต่มันคือช่องสำหรับให้เสียงจากลำโพงส่งผ่านออกมา แต่สำหรับช่องระบายอากาศจริงนั้นจะอยู่บริเวณทางด้านหลังของตัวเครื่อง ซึ่งเราจะเห็นว่ามีช่องระบายอากาศถึงสองช่องจากทั้งสองฝั่ง ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยในการระบายความร้อนให้กับทั้ง CPU และ GPU อย่างละฝั่งนั่นเอง และสำหรับทั้งด้านหน้าและด้านหลังนี้เราจะเห็นว่ามันไม่มีพอร์ทใดๆติดตั้งอยู่เลย เพราะทั้งหมดจะถูกติดตั้งไว้ในบริเวณด้านข้าง

ซูมแบบใกล้ๆให้ชมกันอย่างชัดๆสำหรับช่องเสียงจากลำโพง ที่มีการออกแบบมาได้อย่างสวยงามและลงตัว พร้อมกับคิ้วพลาสติกผิวมันตัดกับผิวด้าน ที่ช่วยเพิ่มความสวยงามขึ้นมาได้ในอีกระดับ
ทางด้านข้างของตัวเครื่องทั้งสองด้านนั้น ก็จะเต็มไปด้วยพอร์ทสำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกต่างๆ และสำหรับมุมมองหรือรูปทรงของตัวเครื่องที่เห็นจากมุมมนี้ ตัวเครื่องจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ส่วนพอร์ทต่างๆที่ติดตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของตัวเครื่อง(ภาพบน)ก็จะประกอบไปด้วย พอร์ท DC Input จาก Adapter, VGA port (D-sub 15pin), RJ45 (Lan), Display port, USB2.0, mini-IEEE1394a หรือ หรือ FireWire และ MMC/SD Reader ส่วนอีกฝั่งทางด้านขวามือของตัวเครื่อง(ภาพล่าง)ก็จะประกอบไปด้วย Express Card Slot, Audio In/out put, USB และ e-SATA/USB ซึ่งจะเป็นในแบบ Combo คือเป็นทั้ง e-STA และ USB ในพอร์ทเดียว โดยในการที่จะเสียบใช้งานนั้นก็มองกันสักนิดว่าจะต้องพลิกอุปกรณ์หรือหัวเสียบไปในทิศทางใดและสุดท้าย Dual Layer DVD Burner (DVD+-RW, CD-RW)


ทางด้านล่างของตัวเครื่องยังคงมาในแบบเรียบๆและจะเห็นว่าจะไม่มีช่องหลายๆช่องสำหรับใช้ในการเปลี่ยนหรืออับเกรดอุปกรณ์ ดังเช่น Laptop ตัวอื่นๆที่เราคุ้นเคยกัน ที่มักจะมีหลายช่องของแต่ละอุปกรณ์แต่สำหรับเจ้า M15x นั้นได้ออกแบบมาในแบบชิ้นเดียว เปิดครั้งเดียวก็สามารถมองเห็นอุปกรณ์ได้ทั้งหมด ส่วนหลังจากที่เปิดออกมาแล้วนั้นจะพบกับอะไรบ้างและมีหน้าตาอย่างไร เอาไว้ติดตามชมในช่วงต่อไปนะครับ


มาว่ากันต่อที่เรื่องของรูปลักษณ์และการออกแบบของอุปกรณ์ภายนอก สำหรับความสามารถสูงสุดในการกางตัวจอมอนิเตอร์ จะสามารถกางได้มากสุดที่ 135 ํ โดยประมาณ ส่วนจะมากน้อยขนาดไหนก็ดังในภาพที่กำลังปรากฏอยุ่ตรงหน้านั่นหละครับ
บริเวณพื้นที่ของแป้นคีย์บอร์ดและทัชแพดรวมถึงที่ว่างสำหรับวางอุ้งมือนั้นเรียกว่ามีพื้นที่กว้างขวางเหลือเฟือ เพราะด้วยขนาดของตัวเครื่องที่ค่อนข้างกว้างจากการออกแบบให้จอแสดงผลเป็นแบบ Widescreen ทำให้หมดห่วงหรือเป็นปัญหาในการพิมพ์ไปได้เป็นอย่างดี แต่สิ่งหนึ่งที่บางคนเห็นตรงนี้ร้องยี้ขึ้นมาทันที ก็คือการที่แป้นคีย์บอร์ดไม่มีภาษาไทยมาให้ด้วยนั่นเอง ในเรื่องนี้คงไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าจะมีเวอร์ชันที่มีภาษาไทยหรือไม่ น่าจะตอบแทน Dell ได้เลยว่าไม่น่าจะมี เพราะตัวคีย์บอร์ดที่ใช้นั้นจะเป็นในแบบที่แสงสว่างจากหลอดไฟล์ทางด้านล่างจะสามารถส่องผ่านตัวหนังสือขึ้นมาได้ แต่หากว่าใครที่ไม่มีปัญหากับการพิมพ์แล้วหละก็หมดกังวลไปได้เลย

Touch Pad พร้อมกับบาร์สำหรับคลิ๊กซ้ายและขวาสำหรับแทนตัวเมาส์นั้น การออกแบบพื้นผิวถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ที่เลือกออกแบบมาให้มีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ เพราะการออกแบบเช่นนี้จะช่วยให้สามารถลดแรงเสียดทานที่เกิดขึ้นระหว่างหน้าสัมผัสและผิวหนังของเราลงได้มาก อันเป็นผลให้การขยับนิ้วไปมาเป็นไปได้อย่างไหลลื่นมากขึ้นไม่รู้สึกว่าสะดุดนิ้วแต่อย่างใด ส่วนตัวปุ่มของคีย์บอร์ดนั้นจากขนาดความกว้างของเครื่อง ทำให้สามารถออกแบบให้ขนาดของปุ่มแต่ละปุ่มแต่ละแป้นมีขนาดที่ใหญ่และห่างกันได้พอสมควร
จอแสดงผลที่ทราบกันแล้วว่าเป็นในแบบ WLED หรือ Width LED ในขนาด 15.6" ในอัตราส่วน 16:9 ซึ่งเจ้า M15x ตัวนี้พก Panel ในระดับ Hi-def มาให้ด้วยซึ่งมีระดับความละเอียดสูงสุดถึง 1920x1080 pixel เลยทีเดียว และบริเวณด้านนอกหรือกรอบจอนั้นก็เป็นแผ่นกระจก ที่ติดตั้งอยู่กับฝาพับ ซึ่งนอกจากช่วยในเรื่องของความสวยงามแล้ว ก็ยังช่วยป้องกันตัว Panel ภายในได้อีกด้วย ส่วนในบริเวณขอบด้านบนของตัวจอนั้น จะมี WebCam ติดตั้งมาให้ด้วยเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งนอกจากจะให้ประโยชน์ในการแชตแล้วนั้น มันยังเป็นส่วนหนึ่งของฟีเจอร์ SENSE หรือโปรแกรมจดจำใบหน้า ในการรักษาความปลอดภัยอีกด้วย

คราวนี้เราก็กลับมาที่บริเวณด้านล่างของตัวเครื่องกันอีกครั้ง ซึ่งในบริเวณด้านชิดขอบท้ายเครื่องก็จะเป็นที่อยู่ของ Battery ตามลักษณะมาตรฐานของ Laptop ทั่วๆไป ส่วนพื้นที่ทั้งสองข้างตัวตัว Battery นั้นเราจะพบกับช่องระบายอากาศ โดยบริเวณพื้นที่ทางด้านล่างจะเป็นช่องสำหรับอากาศเย็นไหลเข้าแล้วก็จะเป่าอากาศร้อนออกทางด้านหลังของตัวเครื่อง
มาดูกันที่รายละเอียดของตัว Battery กันบ้างซึ่งตัว Bettery นั้นจะเป็นประเภท Lithium-Ion Battery ในแบบ 6-Cell ส่วนขนาดความจุจะอยู่ที่ 4082mAh ซึ่งเป็นขนาดความจุที่ชาร์จใช้งานจริง แต่กับขนาดที่ได้ออกแบบไว้นั้นจะอยุ่ที่ 4810mAh เลยทีเดียว ส่วนรายละเอียดที่ระบุมาบนตัว Label ของ Battery และซ๊อคเก็ตติดตั้ง Battery นั้นก็ประกอบด้วยที่ตัว Battery ระบุว่ามีอัตราการจ่ายไฟเลี้ยงได้สูงสุดที่ 56Wh ระดับแรงดันไฟที่จ่ายอยุ่ที่ 11.1V และในบริเวณซ๊อคเก็ตนั้นก็จะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ DC Input ที่รับมาจากตัว Adapter ด้วยแรงดันไฟในขนาด 19.5V 7.7A และถ้าคำนวนจากตรงนี้เราก็พอที่จะประเมินได้ว่า Laptop ตัวนี้ต้องการใช้พลังงานสูงสุดในขณะใช้งานอยู่ที่ประมาณ 150W นั่นเอง

คราวนี้ก็มาถึงช่วงเวลาที่หลายๆคนน่าจะรอชมกันอยุ่พอสมควรกับเครื่องในของเจ้า ALIENWARE M15x ตัวนี้ ซึ่งด้วยความที่มันนั้นมีสเป็คเทพนั่นเอง แต่ก่อนที่เราจะไปว่ากันที่รายละเอียดของสเป็คนั้นเรามาดูหน้าตาของการจัดวางอุปกรณ์ต่างๆกันก่อนดีกว่านะครับ และตามที่ได้บอกไปแล้วครั้งหนึ่งว่าทาง ALIENWARE ได้มีการออกแบบฝาครอบใต้เครื่องให้เป็นแบบชิ้นเดียว คือเมื่อเปิดฝาออกมาแล้วเราจะสามารถมองเห็นเครื่องในและจัดการกับอุปกรณ์ต่างๆได้ทั้งหมดในคราวเดียวดังภาพที่ปรากฏ

จุดแรกที่เราจะมาโฟกัสกันก็จะเป็นในส่วนที่ตั้งของหัวใจหลักในการประมวลผลหรือเจ้าซีพียูนั่นเอง สำหรับตัวซีพียูนั้นเป็นซีพียูในตระกูล Intel Core i7 โมเดล Q720 ซึ่งจะมีแกนประมวลผล 4 แกนพร้อมด้วยเทคโนโลยี Hyperthreading ความเร็วในการทำงานที่ระดับมาตรฐานเท่ากับ 1.6GHz และในโหมด Turbo นั้นจะสามารถเพิ่มความเร็วไปได้ไกลถึง 2.76GHz ส่วนทางด้านของระบบระบายความร้อนนั้นจะมีการใช้ฮีตไปป์จำนวนสองเส้นในการช่วยนำความร้อนให้เป็นไปได้ดียิ่งขึ้น
ข้ามมีอีกฝั่งก็จะเป็นพื้นที่ของเจ้ากราฟิกการ์ด โดยกราฟิกการ์ดที่มากับ Laptop ตัวนี้จะเป็นการ์ดจากทาง nVidia ในโมเดล Geforce GTX260M ซึ่งตัวการ์ดนั้นก็เชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เฟส Pci-express 16x สำหรับความเร็วในการทำงานของตัว GPU และ Memory นั้นจะทำงานอยุ่ที่ 550/1900MHz ส่วนอัตราความจุของตัวเมโมรีบนตัวการ์ดมีขนาด 1GB ก็เรียกได้ว่ารองรับกับการเล่นเกมส์ในระดับสูงได้เป็นอย่างดี

สำหรับ Physical Memory หรือเมโมรีหลักของระบบก็จะเป็นเมโมรีในประเภท DDR3 ทำงานในโหมด Dual-Channel ส่วนความจุที่ทาง ALIENWARE ได้ติดตั้งมาให้กับ Laptop เครื่องนี้มีขนาด 4GB ความเร็ว DDR3-1333MHz และอัตราไทมิ่งนั้นจะอยู่ที่ 9-9-9-24-1T


สุดท้ายในช่วงนี้กับตัว HDD ซึ่งยังคงเป็นในแบบจานแม่เหล็กที่ติดมากับ Laptop ชุดนี้โดยตัว HDD เป็นฮาร์ดดิสก์จากทาง Seagate ในโมเดล Momentus 7200.4 ในขนาด 2.5" อินเทอร์เฟสการเชื่อมต่อบนมาตรฐาน SATA 2.0 ที่มีความเร็วการหมุนของจานแม่เหล็กในระดับ 7200rpm ซึ่งช่วยให้การโหลดเกมส์เป็นไปได้อย่างรวดเร็วขึ้น และสำหรับขนาดความจุนั้นก็มีขนาดที่ 500GB




[Review] Samsung R478 แรงแบบราคาเบาๆ



Notebook ที่ใครหลายๆคนกำลังจับตามอง สำหรับ Samsung R478 ที่ใช้ CPU รุ่นใหม่ Corei3 ผนวกกับการ์ดจอจากค่ายเขียว nVIDIA Geforce GT330M ในราคาไม่ถึง 30,000 บาท ( เก๋าพอตัวนะเนี่ย ) แถมยังได้เทคโนโลยีใหม่จาก Intel ไปครอบครอง จะแรงขนาดไหน , สวยหรือปล่าว สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็นไปดูกันเลยดีกว่าครับ ว่า Samsung R478 มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง



Body ภายนอกของ Samsung R478 นั้นใช้วัสดุพลาสติกมันเงาเป็นหลัก จุดเด่นที่รู้สึกตั้งแต่ครั้งแรกที่จับคือ ดีไซน์สวย โดย R478 ที่ทางทีมงานได้รับมานั้นใช้เฉดสีแดงตัดดำ มีลวดลายคลื่น แต่การเลือกใช้พลาสติกแบบมันเงาถึงจะดูหรูแต่ก็มีจุดบอด คือ มันเป็นรอยนิ้วมือและคราบต่างๆได้ง่ายนั่นเอง
Samsung R478 มีขนาดหน้าจอ 14 นิ้ว รองรับ Resolution สูงสุดอยู่ที่ 1366×768 พิกเซล  มุมกางสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 135 องศาซึ่งก็เพียงพอต่อการใช้งาน Panel ด้านหน้ามีช่องสำหรับเสียบ Card Reader เพียงอย่างเดียว

ถัดมาทาง Panel ด้านขวา ด้านนี้ประกอบไปด้วย Express Slot ขนาด 34 มม. , DVD-Drive , พอร์ต USB 2.0 จำนวน 1 พอร์ต , Kensington Lock

ส่วนทางด้านซ้ายทาง Samsung ได้ออกแบบพอร์ตส่วนใหญ่ให้มาอยู่ทางด้านนี้ เพราะผู้ใช้งานทั่วไปส่วนใหญ่แล้วจะใช้เมาส์มือขวานั่นเอง ในด้านนี้ประกอบไปด้วย ช่องเสียบ Adapter , พอร์ต LAN , D-Sub ( VGA ) , HDMI , eSATA+USB Combo , พอร์ต USB จำนวน 2 พอร์ต , ช่องเสียบหูฟังและไมโครโฟนขนาดมาตรฐาน 3.5 มม.

ด้านหลังนั้นไม่มีอะไรมากครับ มีเพียงช่องเสียบแบตเตอรี่และรูระบายอากาศ

คีย์บอร์ดของ R478 นั้นเป็นขนาด Full Size ไม่มี Numpad มาให้ใช้งาน แถมคีย์บอร์ดยังเป็นทรงใหม่ที่นิยมใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆอย่าง Chiclet Keyboard หรือคีย์บอร์ดที่มีปุ่มเหมือนหมากฝรั่ง นอกจากนั้นปุ่ม Fn ของเจ้า R478 นั้นไม่ได้อยู่ซ้ายสุดเหมือนกันกับ Notebook บางรุ่นทำให้ผู้ที่เคยใช้ Desktop PC แต่กำลังมองหา Notebook ไม่ต้องปรับพฤติกรรมในการใช้งานมากนัก เพราะคีย์บอร์ดทั่วไปจะมีปุ่ม Ctrl อยู่ซ้ายสุดนั่นเอง

แกนบานพับรูปตัว L ที่มีความแข็งแรงกว่ารุ่นเดิม พร้อมปุ่ม Power สำหรับเปิดปิดเครื่องที่อยู่บริเวณมุมขวาบนของคีย์บอร์ด

Touchpad ที่ให้มาก็ใช่ว่าจะธรรมดา เป็นแบบ Multi-Touch โดยมีไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่บริเวณมุมทั้ง 4 มุม นอกจากนั้นปุ่มยังเป็นลักษณะยาว มีความนิ่มพอสมควร และบริเวณด้านล่างของ Touchpad จะเป็นที่อยู่ของไฟ LED แสดงสถานะการทำงานของ Notebook

Sticker Intel Corei3 และ Geforce ที่บริเวณวางข้อมือด้านซ้าย รวมทั้งไมโครโฟนขนาดจิ๋ว

ส่วนด้านขวานั้นจะเป็นคุณสมบัติเด่นๆของเจ้า R478 ไม่ว่าจะเป็นจอภาพ LCD แบบ LED Backlight , สามารถชาร์จอุปกรณ์ USB แม้ปิดเครื่อง , พอร์ต eSATA , HDMI รวมทั้งประกันแบบ Inter อีกด้วย
มาดูใต้เครื่องกันบ้าง บริเวณด้านหน้าจะสังเกตได้ว่ามี Card Reader , ลำโพง 2 ช่อง ซึ่งงานนี้ Samsung ออกแบบให้มีช่องใหญ่เพียงช่องเดียว สำหรับช่องให้อากาศถ่ายเทมี 3 จุดหลักๆ คือบริเวณ การ์ด WiFi , ฮาร์ดดิส และแรม
ภายในแบ่งออกเป็น 2 จุดหลักๆ คือ ด้านบนที่มีแรมและ CPU เป็นหลักและด้านล่างที่มีฮาร์ดดิสและ Card WiFi โดยระบบระบายความร้อนจาก CPU นั้นเป็นแบบ Heatpipe ท่อเดียวนำความร้อนส่งตรงไปยังพัดลมแล้วเป่าออกทันที ( คาดว่า GPU และ Chipset น่าจะอยู่ภายในและเชื่อมด้วย Heatpipe อีกท่อหนึ่ง )
ฮาร์ดดิสที่ใช้ก็เป็นของ Samsung ในขนาด 500GB
แม้แต่แรมที่ให้มา 3GB ก็ของ Samsung อีกเช่นเดียวกันครับ
แบตเตอรี่เองมาพร้อมปุ่มกดเช็คสถานะของแบต

CPU-Z

GPU-Z

Windows Score


Temperature
ทดสอบด้วยโปรแกรม Everest ( Burn CPU 100% ) และ ATI Tool ( Burn GPU  ) อุณหภูมิขณะทำการทดสอบประมาณ 32-35 องศา
Full Load Temp
Idle Temp
ปล่อยให้เครื่องเย็นลงหลังทดสอบ Full Load เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

บอกได้คำเดียวเลยครับว่า Samsung R478 นอกจากมีดีไซน์ที่สวย โดดเด่นแล้ว น้ำหนักยังเบาเพียง 2 กิโลกว่าๆทำให้สามารถพกพาได้อย่างสะดวก อีกทั้งประสิทธิภาพในการทำงานของ Corei3-330M เมื่อจับคู่กับ nVIDIA GT330M ทำให้ประสิทธิภาพในเรื่องของการเล่นเกมไม่เป็นรองน้อยหน้าใคร นอกจากนั้นราคาเมื่อเปรียบเทียบกับคุณสมบัติ , งานประกอบเรียกได้ว่าคุ้มค่ามากๆ ใครที่กำลังมองหา Notebook ใหม่ในราคาถูกๆ เจ้า Samsung R478 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว